LINE it!
ไขมันในหลอดเลือด

ไขมันในหลอดเลือด ภาวะเสี่ยงความดันโลหิตสูง Dyslipidemia

ไขมันในหลอดเลือด ภาวะเสี่ยงความดันโลหิตสูง Dyslipidemia แม้ผอมหุ่นเพรียว ก็สามารถเป็นได้ ทำไม? คงมีหลายคนที่รูปร่างสวยเพรียว หรือ ผอม แต่เมื่อตรวจร่างกายกลับพบว่ามีไขมันในเลือดสูงทำให้สงสัยว่าตรวจผิด หรือเปล่า? มันไม่น่าเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนอยากเรียกว่า คนที่รูปร่างสวยเพรียว หรือ ผอม ก็สามารถมีไขมันในเลือดสูงได้ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านว่า การที่เราบอกว่าคนๆ หนึ่งมีรูปร่างสวยเพรียว หรือ ผอมนั้น เรามองจากรูปลักษณ์ภายนอกและประเมินด้วยสายตาว่าคนๆ นั้นอาจมีไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังในส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มาก แต่ไขมันในเลือดเป็นส่วนของไขมันที่ละลายอยู่ในกระแสเลือด เป็นคนละส่วนกับไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฉะนั้นคนอ้วนจึงไม่จำเป็นต้องมีไขมันในเลือดสูงเสมอไป และ คนผอมก็อาจจะมีไขมันในเลือดสูงได้

ไขมันในหลอดเลือด Dyslipidemia

ไขมันในร่างกายประกอบด้วย ไขมันในหลอดเลือด ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง ไขมันเหล่านี้มาจากไหนไขมันในร่างกายมาจาก 2 แหล่งด้วยกัน คือ จากอาหารที่บริโภคและ จากการที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง ไขมันจะถูกนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน นำไปสร้างฮอร์โมน นำไปสร้างน้ำดีเพื่อช่วยในการดูดซึมอาหารไขมัน และใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างเนื้อเยื้อของเซลล์

ไขมันในเลือดอยู่ในรูป ไลโปโปรตีน คือ เป็นสารประกอบของไขมันและโปรตีน ซึงไลโปโปรตีนที่อยู่ในเลือดสามารถผสมเข้ากันกับส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดได้ ส่วนของไขมันไลโปโปรตีนมีทั้งที่เป็น โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ *ฟอสโฟลิปิด และ กรดไขมันอิสระ ไขมันแต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างๆ กัน คือ โคเลสเตอรอลเป็นไขมันที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ และได้รับจากอาหารที่รับประทาน ไขมันชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นที่นำไปสร้างน้ำดี เพื่อช่วยในการดูดซึมอาหารไขมันและใช้สร้างฮอร์โมนบางชนิด ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่ร้างกายสามารถสร้างขึ้นได้ และได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยเฉพาะอาหารจำพวก แป้ง หรืออาหารที่มีรสหวาน ไขมันชนิดนี้เป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายสะสมไว้ใช้ ฟอาโฟลิปิดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ส่วนกรดไขมันอสิระเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย

*หมายเหตุ: ไลโพโปรตีน ( Lipoprotein ) เป็นไขมันธรรมดาที่มีโปรตีนหรือกรดอะมิโนรวมอยู่ด้วย พบเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ และช่วยขนส่งลิพิคในเส้นเลือด

คอเลสเตอรอล ( Cholesterol ) เป็นทั้งสารสเตอรอยด์ ลิพิด และแอลกอฮอล์ พบในเยื้อหุ้มเซล์ของทุกเนื้อเยื้อในร่างกายและถูกขนส่งในกระแสเลือดของสัตว์ คอเลสเตอรอลส่วนใหญ่ไม่ได้มากับอาหารแต่จะถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย จะสะสมอยู่มากในเนื้อเยื้อของอวัยวะที่สร้างมันขึ้นมาเช่น ตับ ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือด (atheroma) คอเลสเตอรอลมีบทบาทในกระบวนการชีวเคมีมากมาย

ฟอสโฟลิพิค (phospholipid) คือ ลิพิค (lipid) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ กลีเซอรอล (glycerol) 1 โมเลกุล ของกรดไขมัน (fatty acid) 2 โมเลกุล และกรดฟอสฟอริก 1 โมเลกุล ในโมเลกุลมีทั้งส่วนที่ชอบน้ำ (hydrophilic) และไม่ชอบน้ำ (hydrophobic) สามารถใช้เป็นอิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ช่วยทำให้อิมัลชัน (emulsion) คงตัว ในธรรมชาติพบเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) เช่น เลซิทิน (lecithin)

กรดไขมัน ( Fatty acid ) เป็นกรดคารืบอกซิลิก (carboxylic acid) ซึ่งมีหางเป็นโซ่แบบ อะลิฟาติก (aliphatic) ยาวมีทั้งกรดไขมันอิ่มตัว (saturated) และกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated) กรดไขมันจะมีคาร์บอน อย่างน้อย 8 อะตอม และส่วนใหญ่จะเป็นจำนวนเลขคู่ เพราะกระบวนการชีวสังเคราะห์ ของกรดไขมันจะเป็นการเพิ่มโมเลกุลของอะชิเตต ซึ่งมีคาร์บอน อยู่ 2 อะตอม

ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด
ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด

ไลโปโปรตีนแบ่งตามความหนาแน่นของโมเลกุลได้เป็นหลายชนิด แต่ที่เรารู้จักกันดี คือ

แอลดีแอล (Low density lipoprotein – LDL) เป็น ไลโปโปรตีนที่มีโคเลสเตอรอลประกอบอยู่ถึง 60% ไลโปโปรตีนชนิดนี้จึงมีหน้าที่นำเอาโคเลสเตอรอลไปยังเซลล์ที่ต้องการใช้โคเลสเตอรอล แต่หากมีไขมันชนิดนี้ในเลือดสูงจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และหากมี โรคเบาหวาน หรือมีโรคหัวใจร่วมด้วยความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น

วีแอลดีแอล (Very low density lipoprotein – VLDL) เป็น ไลโปตีนที่สร้างจากตับ ประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ 45-60% จึงมีหน้าทีนำไตรกลีเซอไรด์ไปเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานโดยเอมซัยม์ LPL จะสลาย ไตรกลีเซอไรด์ใน VLDL ให้เป็นกรดไขมันอิสระที่พร้อมจะถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ภาวะ VLDL ในเลือดสูงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่นกัน

เอชดีแอล (High density lipoprotein – HDL) เป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย มีหน้าที่นำโคเลสเตอรอลที่สะสมตามผนังหลอดเลือดหรือที่เนื้อเยื่ออื่นๆ ไปทำลายที่ตับ ดังนั้นถ้าระดับ HDL ในเลือดสูง จะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใลดลง การออกกำลังกายทำให้ค่า HDL ในเลือดเพิ่มมากขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าร่างกายมีทั้งกระบวนการสร้างและย่อยสลายไขมัน ตลอดจนกระบวนการนำไขมันที่สะสมในบริเวณที่ไม่สมควรกลับเข้าสู่ตับ แต่ภาวะไขมันในเลือดสูงก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ปัจจุบันภาวะไขมันในเลือดสูงจัดเป็นหนึ่งภาวะของกลุ่มอาการอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome ซึ่งประกอบด้วย ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดสูง) ฉะนั้นคนอ้วน (สตรีที่มีเส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 80 เซนติเมตร และผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวมากกว่า หรือ เท่ากับ 90 เซนติเมตร) ก็น่าจะมีโอกาสเกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้มากกว่า ทั้งนี้เพราะไขมันในช่องท้องจะทำให้เกิดกลไกลการเผาผลาญน้ำตาลที่ผิดปกติมากกว่าไขมันที่กระจายอยู่บริเวณอื่นในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น และเมื่อเป็นโรคเบาหวานก็จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย

ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง เกิดจากการสะสมของน้ำตาลที่แปรสภาพเป็นไขมัน แล้วไปเกาะอยู่ตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย หรือที่เห็นเป็นชั้นหนาๆ ขงไขมันบริเวณหน้าท้องนั่นเอง ไขมันชั้นนี้ไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายแรงมากนักเพราะเป็นไขมันที่สามารถกำจัดได้ง่ายกว่าไขมันในส่วนอื่น

ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ก็เป็นไขมันใต้ชั้นผิวหนังเช่นกัน เกิดจากการสะสมตัวของสารอาหารประเภทไขมันในอาหารที่ร่างกายเผาผลาญเป็นพลังงานไม่หมด ทำให้ไปเกาะอยู่ตามบริเวณระหว่างกล้ามเนื้อท้องกับอวัยวะภายในช่องท้องในลักษณะแทรกตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อของเซลล์ต่างๆ ฉะนั้นเมื่อมองจากภายนอกแล้วเห็นหน้าท้องยื่นออกมา แต่ถ้าหากลองอัลตร้าซาวด์ดูจะพบว่าอวัยวะภายในถูกห่อหุ้มไว้ด้วยถุงไขมันสีเหลือง ไขมันในช่องท้องเป็นไขมันที่อันตรายมากเมื่อเทียบกับไขมันบริเวณอื่นของร่างกาย เพราะไขมันชนิดนี้จะสะลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระสามารถละลายเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมตามอวัยวะต่างๆ ดังเช่นการไปสะสมที่ตับจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ เป็นต้น

เลือดข้น

จากชนิดต่างๆ ของไขมันจะเห็นได้ว่า การที่จะบอกว่าคนๆ หนึ่งผอมหรืออ้วน ประเมินจากการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง แต่การจะบอกว่าคนๆ หนึ่งมีไขมันในเลือดสูงหรือไม่นั้น ไม่สามารถประเมินด้วยตาเปล่าต้องรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงจะทราบว่ามีไขมันในเลือดสุงหรือไม่

จากข้อมูลทางการวิจัยเรื่องไขมันในเส้นเลือด หลายๆ ท่านคงได้ตระหนักรู้ถึงภัยเงียบที่นำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งต่อยอดเป็นภาวะเบาหวาน อ้วนและไขมันอุดตันในเว้นเลือด ซึ่งจะมีภาวะเสี่ยงต่อ อัมพาต อัมพฤต หรือภาวะอันตรายต่างๆ ซึ่ง การป้องกันมิให้เกิดขึ้น ย่อมดีกว่าการรักษา เพราะการรักษาย่อมหมายความว่า สายเกินแล้ว ดังสุภาษิตไทยที่ว่า วัวหายแล้วล้อมคอก

และการที่หลอดเลือดของเรามีการสะสมขอไขมันมากๆ ทำให้เลือดไม่สามารถวิ่งขึ้นไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ และเลือดยังข้น เนื่องจากมีปริมาณไขมันมากกว่าเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งจะนำมาซึ่งอาการปวดศรีษะบ่อยๆ หรือบางครั้งอาจมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นลมหน้ามืด หากทำกิจกรรมหนักๆ ซึ่งภาวะไขมันในเส้นเลือดยังสามารถสร้างภาวะเสี่ยงของโรคหัวใจได้อีกด้วย

ดังนั้นทางที่ดีเราจึงควรระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เรามีการสะสมของไขมันในหลอดเลือด เช่น การลดอาหารประเภท แป้ง หวาน มัน หรือ เค็ม และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นต้น

“มอบสุขภาพดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก”

ความดันโลหิตสูง

เฮอร์บากร้า ( Herbraga ) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จากสมุนไพรธรรมชาติ

สั่งซื้อสินค้าติดต่อ คุณกรณ์สุภัค โทร.0954714697

สั่งซื้อสินค้า

About เฮอร์บากร้า

ใส่ความเห็น