LINE it!
โรคหอบหืด

โรคหอบหืด หรือ โรคหืด (Asthma) สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษา

โรคหอบหืด หรือ โรคหืด (Asthma) สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษา โรคหอบหืด ภัยเงียบที่ฆ่าชีวิตโดยไม่ทันตั้งตัว โรคหอบหืด เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากภูมิแพ้ โดยสองในสามของผู้ป่วยโรคหอบหืดจะมีภาวะภูมิแพ้ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งทั่วไปผู้ป่วยจะมีอาการไอในตอนเช้า และตอนกลางคืน คัดจมูก มีน้ำมูกไหล ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 จากประชากรทั้งหมด ในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ป่วยโรคหอบหืดประมาณ 3 ล้านคน เสียชีวิต 1,000 คนต่อปี กว่า 70% ของผู้เสียชีวิตเนื่องจากการเดินทางมาถึงโรงพยาบาลช้าเกินไป

โรคหอบหืด

โดยทั่วไปโรคหอบหืดเกิดจากอาการแพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ หรือแม้แต่การแพ้อาหารทะเล ซึ่งขึ้นอยู่กับความไวในการตอบสนองสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ในบางรายอาจรุนแรงมากทำให้เสียชีวิตได้ อาการของผู้ป่วยจะหายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อหายใจออกเกิดอาการเหนื่อยเวลาหายใจ เมื่ออาการหอบเพิ่มขึ้นเวลาหายใจจะมีเสียงดังวี้ดๆ เมื่อเป็นมากขึ้นจะเหนื่อยจนไม่สามารถหายใจเข้าออกได้ จนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตอย่างเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

โรคหืด หรือ หอบหืด (Asthma) หมายถึงโรคที่มีการตีบแคบของหลอดลมเป็นพักๆ ซึ่งเกิดจากหลอดลมมีภาวะไวเกนต่อการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เมื่อมีการกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุและเสมหะถูกหลั่งออกมามากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบ เพื่อเอาชนะความต้านทานในทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น อาการดังกล่าวอาจทุเลาลงได้เอง หรือทุเลาภายหลังได้รับการรักษา

อาการโรคหอบหืด

โรคหืดพบได้ร้อยละ 5 – 10 ของประชากร ในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วพบว่าเด็กเป็นโรคหืดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยโรคหืดที่มีอาการรุนแรงเฉียบพลันมักต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลอยู่เสมอๆ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดเท่ากับ 0.86 ต่อผู้ป่วย 1000,000 คน ผู้ป่วยเด็กโรคหืด อัตราส่วนเด็กชายต่อเด็กหญิง เท่ากับ 2:1 ผู้ป่วยสองในสามของทั้งหมด ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดก่อนอายุ 18 ปี ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคหอบหืดเพิ่มมากขึ้น เพราะในเมืองมีมลภาวะเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการกำเริบมี 2 – 3 อย่าง คือ เมื่อเป็นหวัดทำให้เกิดอาการหอบมากขึ้น หรือมีการสำลักน้ำ ก็จะเกิดการกระตุ๊กให้ไอไม่หยุดบานปลายรุนแรงได้

โรคหอบหืด เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการรักษาอย่างต่อเนื่องร่วมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรงเกิดภูมิต้านทานโรค ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด กินยาหรือพ่นยาตามแพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ โดยยาพ่นจะมี 2 แบบ คือ พ่นเพื่อป้องกัน และพ่นเมื่อมีอาการ

ในประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วพบว่าเด็กเป็นโรคหืดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยโรคหืดที่มีอาการรุนแรงเฉียบพลันมักต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินของโรคพยาบาลอยู่เสมอๆ คนที่เป็นโรคหอบหืดจะต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดี หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ ในกรณีของเด็กที่เป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้นก็สามารถหายได้เองอีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคหอบหืดมากถึงร้อยละ 6 จากประชากรทั้งหมด

ผู้ป่วยโรคหืดจะเกิดการตีบแคบของหลอดลมเป็นพักๆ ซึ่งเกิดจากหลอดลมมีภาวะไวต่อการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เมื่อมีการกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื้อบุ และเสมหะถูกหลั่งออกมามากกว่าปกติสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบ เพื่อเอาชนะความต้านทานในทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น อาการดังกล่าวอาจทุเลาลงได้เอง หรือทุเลาภายหลังได้รับการรักษา

สาเหตุของโรค

  • ปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค
  • โรคหืดส่วนหนึ่งเกิดจากโรคภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ ได้แก่ ไรฝุ่นบ้าน ขนแมว ขนสนุก แมลงสาบ และสปอร์เชื้อรา
  • ตัวไรฝุ่นที่แพร่พันธุ์ได้ดีในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้น วงจรชีวิตของมันจะค่อนข้างสั้น คือ มีอายุอยู่ได้แค่ 6 – 7 เดือน แต่อุจจาระของมันสามารถอยู่แพร่เชื้อได้นานถึง 1 – 2 ปี หากไม่ทำความสะอาดเครื่องนอน จะยิ่งมีอาการแพ้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ อาหารของตัวไรฝุ่นเป็นสะเก็ดผิวหนัง ขี้รังแคของมนุษย์
  • ขี้แมลงสาบที่แห้งเกรอะกรังตามหลีบตามมุม เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ เช่น สารก่อภูมิแพ้ที่สำคัญ เช่นเดียวกับขนและรังแคของสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น แมว สุนัข

อาการของโรค
อาการของโรคหืด คือ หอม หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไอ หายใจมีเสียงวี๊ดหรือเสียงฮื้ด อาการมักเกิดเป็นพักๆ โดยอาจเกิดอาการเมื่อออกกำลังหรือทำงานหนัก หรือเป็นเวลานอนกลางดึกจึงเป็นโรคที่ทรมาน ถ้าอาการมากจะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมากด้วย

เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดจึงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ ประเมินความรุนแรงของโรค และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ถ้าผู้ป่วยไปพบแพทย์ได้ขณะที่กำลังมีอการหอบหืด แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโดยการฟังเสียงหายใจจากปอดได้เลย แต่ถ้าไปตรวจขณะไม่มีอาการอาจต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม

โรคหืดก่อให้เกิดผลเสียต่อคุณภาพชีวิต อาการของโรคจะรบกวนการนอน ทำให้สรรถภาพการทำงานถดถอย อาการแน่นหน้าอกทำให้ผู้ป่วยตกใจ ด้วยเข้าใจว่าเป็นโรคหัวใจ สำหรับในเด็ก พบเด็กวัยเรียนถึงร้อยละ 12 โรคหืดทำให้ขาดเรียนบ่อย ลดความสามารถในการเล่นกีฬาออกกำลังกาย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติ และอาจเกิดปัญหาพัฒนาการเรียนรู้ที่ช้าได้ หากอาการรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตจากสมองขาดออกซิเจน

Fatal Asthma Attack

การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด
โดยทั่วไปแล้วโรคหอบหืดเกิดจากอาการแพ้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น สปอร์ของเชื้อรา ฯลฯ ซึ่งความรุนแรงแต่ละรายไม่เหมือนกัน บางคนไวต่อสิ่งที่แพ้ก็จะทำให้เกิดอาการหอบหืดมาก ขณะที่บางคนมีอาการหอบหืดน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อม อาการจับหืดขั้นรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ เรียกว่า fatal asthma attack อัตราการเสียชีวิตจากโรคหืดเท่ากับ 0.86 ต่อผู้ป่วย 100,000 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยโรคหืดเสียชีวิตประมาณปีละ 5,000 ราย มากกว่าร้อยละ 25 เป็นชาวแอฟริกันอเมริกา

Fatal Asthma Attack เป็นอาการจับหือขั้นรุนแรงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ปัจจัยที่ทำให้เกิด อาการหืดจับขั้นรุนแรงมาจากการใช้ยาไม่สม่ำเสมอหรือใช้ยาไม่ถูกต้อง อีกกรณีหนึ่ง คือ หลอดลมของผู้ป่วยมีความไวต่อตัวกระตุ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากโรคหอบหืดเป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นไข้หวัด ไซนัสอักเสบ หลอดลบอักเสบ ทำให้เจ็บคอง่ายกว่าคนทั่วไป และมีโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนสูง

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจับหืดขั้นรุนแรง

  1. ใช้ยาไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นเพราะไม่รู้จักยาที่ใช้ดีพอ หรือไม่ทราบว่าควรใช้ยาในสถานการณใด
  2. ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตเวชร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคซมเศร้า
  3. โรคหอบหืดที่เกิดจากการแพ้สปอร์ของเชื้อราอัลเทอนาเรีย Alternaria
  4. ในกรณีที่ผู้ป่วยหรือญาติไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ทำให้ไม่สามารถวางแผนการรักษาในระยะยาวได้
  5. ไม่ทราบว่าอาการหอบเหนื่อยที่เกิดขึ้นมากน้อยขนาดไหน
  6. หลอดลมของผู้ป่วยมีความไวต่อตัวกระตุ้นอย่างรุนแรง ซึ่งสามารถทดสอบได้จากการตรวจความไวของหลอดลม
  7. ผู้ป่วยที่มีประวัติการจับหืดที่รุนแรงมาก่อน เคยเข้ารับการรักษาฉุกเฉินบ่อยครั้ง
  8. การที่ผู้ป่วยหรือญาติไม่เข้าใจอาการและความรุนแรงของโรค

หน้ากากออกซิเจน

ความรุนแรงของโรคหอมหืด
โดยทั่วไป นิยมแบ่งความรุนแรงของโรคหอบหืด ดังนี้
ขั้นที่ 1 ความรุนแรงระดับอาหารเบื้องต้น ผู้ป่วยมีอาการหอบหืดน้อยกว่าสัปกาห์ละครั้ง ไม่ค่อยมีอาการตอนกลางคืน หรือเดือนหนึ่งๆ จะหอบช่วงกลางคืนเพียงไม่เกิน 2 ครั้ง/เดือน เมื่อตรวจดูสมรรถภาพของปอดพบว่ายังเป็นปกติ
ขั้นที่ 2 ระดับรุนแรงน้อย โดยมีอาการหอบหืดมากกว่า 1 ครั้งในสัปดาห์ แต่ยังไม่ถี่ขนาดทุกวัน ในช่วงกลางคืนจะหอบมากกว่า 2 ครั้ง/เดือน
ขั้นที่ 3 ระดับรุนแรงปานกลาง หอบทุกวัน การหอบตอนกลางคืนเฉลี่ยเกินกว่าสัปดาห์ละครั้ง และอาการที่เป็นจะกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
ขั้นที่ 4 ระดับรุนแรงมาก ผู้ป่วยมีอาการหอบตลอดเวลา และเป็นบ่อยมากในตอนกลางคืน อาการแสดงจะรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

ตัวบ่งชี้ที่บอกว่าหอบหืดคุมได้ดี

  • ผู้ป่วยมีอาการในช่วงกลางวันน้อยกว่า 4 ครั้ง/สัปดาห์
  • มีอาการในช่วงกลางคืนน้อยกว่า 1 ครั้ง/สัปดาห์
  • จำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลมน้อยกว่า 3 – 4 ครั้ง/สัปดาห์
  • ไม่มีการขาดงานหรือขาดเรียนเนื่องจากหอบ
  • สามารถทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้ดี

การรักษาอาการจับหือขั้นรุนแรง

  • อาการจับหืดขั้นรุนแรงถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การรักษาอย่างเต็มที่และก่อให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว
  • การรักษาที่ห้องฉุกเฉินโดยการประเมินความรุนแรง ให้ออกซิเจน ติดตามระดับออกซิเจนในเลือด พิจาณาเลือกใช้ยาขยายหลอดลมชนิดที่ออกฤทธิ์เร็ว
  • หากมีข้อบ่งชี้ อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • ย้ายผู้ป่วยไปหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU)
  • แก้ไขภาวะผิดปกติอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วย เช่น ดุลกรด – ด่าง ดุลอิเล็กโตรลัยต์
  • ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาอย่างน้อย 24 – 48 ชม.
อ้างอิง : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

“มอบสุขภาพดีๆ ให้กับคนที่คุณรัก”

LOVE HERBRAGA

เฮอร์บราก้า ( Herbraga ) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จากสมุนไพรธรรมชาติ

สั่งซื้อสินค้าติดต่อ คุณกรณ์สุภัค โทร.0954714697

สั่งซื้อสินค้า

About เฮอร์บากร้า

Recommend

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา (เยื้อบุตาอักเสบ) สาเหตุ อาการ และการดูแลรักษา

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา ( Allergic Conjunctivitis / Allergic Pink Eye ) โรคภูมิแพ้ …

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.